| ภาวะการขัดขวางหรือรบกวนการไหลเวียนของเลือด
(Circulatory Disturbances)
- 1. การอุดตันของท่อน้ำเหลือง (lymphatic obstruction) - 2. มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติในการเลือกยอมให้สารซึมผ่านของผนังหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น - 3. แรงดันเลือดในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น (increased hydrostatic pressure) - 4. แรงดันออสโมซิสที่ลดลง (decreased osmotic pressure)
ระบบการไหลเวียนของเลือดประกอบด้วย หัวใจ (heart) หลอดเลือด (vascular) ได้แก่ หลอดเลือดแดง (artery) และหลอดเลือดดำ (vein) และระบบน้ำเหลือง (lymphatics system) หน้าที่หลักของระบบนี้ได้แก่ การไหลเวียนของเลือด เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนของเหลว อีเลคโตลัยท์ ออกซิเจนและ อาหาร รวมทั้งสิ่งขับถ่ายระหว่างเลือดกับเนื้อเยื่อ ถ้าเกิดการล้มเหลวของการไหลเวียนเลือด หรือเกิดการขัดขวาง หรือรบกวนการไหลเวียนของเลือด จะทำให้หน้าที่เหล่านี้ผิดปกติไป ซึ่งจะแสดงอาการเกี่ยวกับความล้มเหลวของการไหลเวียนเลือด ได้แก่ ความล้มเหลวของหัวใจ (heart failure) หรือความล้มเหลวของระบบเลือด (peripheral failure) ซึ่งจะไม่สามารถนำเลือดกลับสู่หัวใจ สำหรับเลือดนั้น ก็ถือว่ามีความสำคัญต่อเนื้อเยื่อในการดำเนินชีวิต และในขณะที่การควบคุมสมดุลปริมาณของเหลวในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนแปลงสารต่าง ๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะน้ำ ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ และเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ของร่างกาย ซึ่งร่างกายจะมีน้ำหรือของเหลวอยู่ คิดเป็นร้อยละ 60 ของน้ำหนักตัว โดยมีอยู่ทั้งน้ำที่อยู่ภายในเซลล์ (intracellular fluid) คิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำหนักตัว และน้ำที่อยู่นอกเซลล์(extracellular fluid) คิดเป็นร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัว น้ำที่อยู่นอกเซลล์ ยังสามารถแยกออกไปตามที่พบในส่วนต่าง ๆ คือ น้ำในเลือด และน้ำเหลือง (intravascular fluid) คิดเป็นร้อยละ 4-5 แล้วน้ำที่อยู่ระหว่างเซลล์ (interstitial fluid) คือ น้ำที่อยู่ในช่องต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ช่องท้อง ช่องอก ช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ข้อ ลูกตา และอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 15-16 น้ำหรือของเหลวในร่างกาย ร่างกายจะพยายามรักษาสมดุลให้น้ำอยู่ในระดับคงที่ โดยการแลกเปลี่ยนของน้ำในแต่ละส่วน ซึ่งจะอาศัยแรงดันเลือดในหลอดเลือด (hydrostatic pressure) แรงดันออสโมซิส (osmotic pressure) และการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติในการยอมให้สารซึมผ่านของผนังหลอดเลือด (vascular permeability changes) แรงดันที่ทำให้น้ำหรือของเหลวออกจากหลอดเลือด คือแรงดันเลือดในหลอดเลือด (plasma hydrostatic pressure : PHP) และแรงดันออสโมซิสระหว่างเซลล์ (interstitial osmotic pressure : IOP) ส่วนแรงที่ทำให้น้ำหรือของเหลวเข้าหลอดเลือด คือแรงดันออสโมซิสในหลอดเลือด (plasma osmotic pressure : POP) และแรงดันเลือดระหว่างเซลล์ (interstitial hydrostatic pressure : IHP) ซึ่งในปกติแรงดันที่มีผลมากในการเคลื่อนที่ของน้ำเข้าออกหลอดเลือด ก็คือ แรงดันเลือดในหลอดเลือด (PHP) และแรงดันออสโมซิสในหลอดเลือด (POP) โดยปกติในด้านหลอดเลือดแดง (arterial capillary) ค่าแรงดันเลือดในหลอดเลือด (PHP) จะมากกว่าแรงดันออสโมซิสในหลอดเลือด (POP) เป็นผลทำให้น้ำบางส่วนเคลื่อนออกนอกหลอดเลือด เข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์ ตามรูปที่ 1 ในทางกลับกันในด้านหลอดเลือดดำ (venous capillary) ค่าแรงดันออสโมซิสในหลอดเลือด (POP) จะมากกว่าแรงดันเลือดในหลอดเลือด (PHP) เป็นผลทำให้น้ำบางส่วนเคลื่อนจากช่องว่างระหว่างเซลล์กลับคืนสู่หลอดเลือดอีกครั้ง ส่วนแรงดันเลือดระหว่างเซลล์ (IHP) และแรงดันออสโมซิสระหว่างเซลล์ (IOP) มีผลน้อยมาก ดังนั้นการเคลื่อนที่เข้าออกของของเหลว จึงขึ้นกับแรงดันเลือดในหลอดเลือด (PHP) และแรงดันออสโมซิสในหลอดเลือด (POP) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของระบบ การไหลเวียนของเลือดจะสามารถทำให้หัวใจทำงานผิดปกติไปมีผลกระทบทำให้ระบบไหลเวียนเลือดเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยปกติ สภาพการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial contraction) และความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด (elasticity of blood vessel ) จะช่วยกันรักษาสภาพสมดุล ทำให้แรงดันของเลือด ดันเลือดไหลผ่านไปตามหลอดเลือด ถ้าหัวใจไม่สามารถบีบรัดตัว สูบฉีดเลือดได้ตามปกติ รวมทั้งการยืดหยุ่นของหลอดเลือดเสียไป จะทำให้เลือดไม่สามารถไหลผ่านไปตามหลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและเซลล์ จึงทำให้เนื้อเยื่อและเซลล์ได้รับอันตรายเสียหายและเกิดพยาธิสภาพอื่น ๆ ตามมา และจะเกิดสภาพเลือดคั่งในอวัยวะต่าง ๆ ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือจะเกิดสภาวะเลือดมีออกซิเจนน้อย (hypoxia) และสัตว์อาจตาย ในที่สุด
2. เลือดคั่ง (hyperemia และ congestion) 3. การบวมน้ำ (edema) 4. การขัดขวางหรืออุดตันของหลอดเลือด (vascular obstruction)
ซึ่งจะกล่าวถึงในแต่ละหัวข้อ โดยกล่าวถึงความหมาย สาเหตุและพยาธิกำเนิด รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น หมายถึง ภาวะที่มีเลือดออกมาจากหลอดเลือด เนื่องจากหลอดเลือดได้รับอันตราย ฉีกขาดโดยตรง หรือการเสื่อมสภาพของผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดซึมผ่านออกนอกหลอดเลือดโดยวิธีไดอะพีดีซิส (diapedesis) ทั้ง ๆ ที่หลอดเลือดไม่ฉีกขาด
1. ผนังหลอดเลือดได้รับอันตรายฉีกขาดโดยตรง จากของมีคม 2. ผนังหลอดเลือดได้รับอันตรายโดยตรง จากเชื้อโรคที่ทำลายผนังหลอดเลือดหรือเกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือได้รับสารพิษ ทำให้เลือดซึมผ่านออกจากหลอดเลือดได้ 3. หลอดเลือดได้รับอันตรายจากผลการอักเสบ หรือเนื้องอก หรือหนอนพยาธิที่ทำลายผนังหลอดเลือด 4. ความผิดปกติของขบวนการการแข็งตัวของเลือด เช่น การขาดเกล็ดเลือด หรือขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (coagulation factor) สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ทั้งภายในและภายนอกอวัยวะหรือตามช่องว่างต่าง ๆ ของร่างกาย จะเรียกแตกต่างกัน เช่น
ซึ่งลักษณะของเลือดออกทั้ง 3 แบบที่พบ มักจะเป็นลักษณะพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นกับบริเวณผิวของเยื่อชุม (serosal and mucosal surface) ของอวัยวะต่าง ๆ
พยาธิสภาพ หรืออาการของภาวะเลือดออกที่พบ จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดเลือดออก ปริมาณเลือด และระยะเวลาที่เกิด เช่น การเกิดเลือดออก หรือตกเลือดที่สมอง ก็อาจทำให้สัตว์ตายได้ หรือถ้าหากเกิดการสูญเสียเลือดมากกว่าร้อยละ 30 ของร่างกายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ก็สามารถทำให้สัตว์เกิดช็อก และตายได้เช่นกัน หรือการเสียเลือด เนื่องจากพยาธิปากขอในลำไส้ จะทำให้ร่างกายเสียเลือด โดยเฉพาะในรายที่เกิดเรื้อรัง จะทำให้เกิดภาวะเลือดจางได้ (anemia) ส่วนลักษณะทางจุลพยาธิวิทยา มักจะพบมีเม็ดเลือดแดงกระจายทั่วไปในเนื้อเยื่อ หรืออยู่นอกหลอดเลือด และหากเม็ดเลือดแดงที่อยู่นอกหลอดเลือดนาน ๆ จะพบรงควัตถุฮีโมซิเดอริน (hemosiderin) เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก แล้วจะถูกเซลล์มาโครฟาจ์ก (macrophage) จับกิน นอกจากนี้อาจพบเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลและไฟบรินปนออกมาด้วย โดยเฉพาะในรายที่มีการอักเสบร่วมด้วย
หมายถึง ภาวะที่มีเลือดปริมาณมากกว่าปกติคั่งค้างในหลอดเลือด (intravascular) หรือในช่องไซนูซอยด์ (sinusoid) ของเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งแบ่งออกตามลักษณะพยาธิกำเนิดออก ได้เป็น
อวัยวะที่เกิดเลือดคั่งจะมีสีแดงคล้ำ ขนาดใหญ่ขึ้น มักเกิดจากการขัดขวางการไหลเวียนกลับของเลือดดำในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อแก้ไขปัญหาเลือดคั่งดังกล่าวได้แล้ว จะไม่พบร่องรอยของความผิดปกติให้เห็น สามารถเกิดได้ทั้งแบบเป็นทั่วร่างกาย (generalized congestion) เช่น หัวใจด้านขวาล้มเหลว และแบบที่มีเลือดคั่งเป็นเฉพาะที่ พบในรายที่มีการอุดตันของหลอดเลือดดำ เช่น ในรายไส้เลื่อน (intestine hernia) ลำไส้กลืนกัน (intussusception) เป็นต้น
เป็นการคั่งของเลือดดำที่เกิดช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนมาเลี้ยง และเป็นผลให้มีการเสื่อมสลาย หรือการตายของผนังหลอดเลือด จึงอาจพบเม็ดเลือดแดงเคลื่อนออกนอกหลอดเลือด จึงจะพบภาวะเลือดออก และรงควัตถุฮีโมซิเดอริน เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกแล้วจะถูกเซลล์มาโครฟาจ์กจับกิน มักจะพบเป็นทั่วร่างกาย เช่น ในรายหัวใจด้านซ้ายล้มเหลว หัวใจด้านขาวล้มเหลว หรือทั้งด้านซ้ายและขวาล้มเหลว เป็นต้น ส่วนการเกิดแบบเป็นเฉพาะที่ พบในรายที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดดำที่เป็นมาเรื้อรัง เช่น มะเร็งหรือต่อมน้ำเหลืองโต ที่กดทับหลอดเลือดดำ หรือในรายตับแข็งเป็นต้น
ภาวะบวมน้ำ สามารถพบได้ทั่วไปในสัตว์ทุกชนิด และทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งลักษณะบวมน้ำที่มีการคั่งค้างในแต่ละส่วนของร่างกาย หรือในเนื้อเยื่อต่าง ๆ กันจะเรียกชื่อจำเพาะแตกต่าง ๆ กันไป เช่น การบวมน้ำในเนื้อเยื่อทั่วไปในร่างกาย ทำให้เนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนังบวมน้ำชัดเจน (subcutaneous edema) เรียกว่า ภาวะน้ำคาเนื้อ (anasarca) หรือมีการบวมน้ำที่มีการสะสมน้ำในส่วนของถุงหุ้มอัณฑะ เรียกว่า hydrocele หรือมีน้ำคั่งค้างในช่องอก เรียกว่า hydrothorax มีน้ำคั่งค้างในช่องถุงหุ้มหัวใจ เรียกว่า hydropericardium มีน้ำคั่งค้างในช่องท้อง เรียกว่า hydro-peritoneum หรือท้องมาน (ascites) เป็นต้น การบวมน้ำสามารถเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อเฉพาะที่( local) หรือเกิดขึ้นกระจายทั่วร่างกาย (generalized) ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถพบในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เช่นในรายที่เกิดจากภาวะการทำงานของหัวใจที่ล้มเหลว (heart failure) หรือเกิดร่วมกับโรคตับ (hepatic disease) หรือภาวะไตวาย (renal failure) หรือเกิดร่วมด้วย เป็นต้น หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันที่มีสาเหตุจากการอักเสบ หรือการได้รับกระทบกระแทกของเนื้อเยื่อ
เกิดเนื่องจากการเสียสมดุลของปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้น้ำหรือของเหลวมีการเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างเลือด เนื้อเยื่อ และน้ำเหลือง จึงเกิดภาวะบวมน้ำขึ้น ซึ่งสาเหตุที่สำคัญประกอบไปด้วย 1. การอุดตันของท่อน้ำเหลือง (lymphatic obstruction)2. มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติในการเลือกยอมให้สารซึมผ่านของผนังหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น (increased vascular permeability changes) 3. แรงดันเลือดในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น (increased hydrostatic pressure)แรงดันออสโมซิสที่ลดลง (decreased osmotic pressure)
เมื่อเกิดภาวะการทำลาย หรือได้รับอันตรายเสียหายของผนังหลอดเลือด จะทำให้มีโปรตีนในพลาสม่าเคลื่อนที่ออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้ปริมาณโปรตีนในกระแสเลือดลดลง (hypoproteinemia) จึงมีผลทำให้มีน้ำคั่งค้างสะสมในเนื้อเยื่อบริเวณนั้น ๆ จึงเกิดเป็นภาวะบวมน้ำขึ้นมาได้ และอาจเกิดภาวะเลือดออกร่วมด้วย มักพบในรายที่เกิดการอักเสบ หรือเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากแรงกระแทก หรือไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แล้วน้ำหรือของเหลวที่คั่งค้างในเนื้อเยื่อนั้น จะเรียกว่า inflammatory edema หรือ exudate
การบวมน้ำที่มีสาเหตุมาจากการไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก เนื่องจากการทำงานที่ล้มเหลวของหัวใจ (heart failure) มักเรียกการบวมน้ำนี้ว่า cardiac edema คือจะทำให้แรงดันเลือดในหลอดเลือดดำเพิ่มขึ้น หากหัวใจด้านขวาล้มเหลว จะทำให้เลือดไหลกลับเข้าหัวใจได้น้อย เกิดภาวะเลือดคั่งในอวัยวะต่าง ๆ และเกิดการบวมน้ำขึ้นทั่วร่างกาย แต่หากหัวใจด้านซ้ายล้มเหลว จะทำให้เลือดคั่งในปอด และมีน้ำเข้าสู่ถุงลม เกิดภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema หรือ lung edema) นอกจากนี้ในรายที่มีการอุดตันของหลอดเลือดดำในตับ (portal venous obstruction) เช่นโรคตับแข็ง (cirrhosis) จะทำให้เกิดแรงดันของหลอดเลือดดำในตับ (portal vein) เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้น้ำเข้าสู่ช่องท้อง เกิดภาวะท้องมาน (ascites) ได้3.2 การขยายตัวของหลอดเลือดแดง (arteriole) มักพบในรายที่ถูกไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวกที่บริเวณผิวหนัง ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะมีการขยายตัวของหลอดเลือดแดง ทำให้มีพลาสมาคั่งอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับแรงดันเลือดที่เพิ่มขึ้น ร่วมกับการสูญเสียคุณสมบัติของผนังหลอดเลือดในการที่ยอมให้สารซึมผ่าน (vascular permeability) ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์มาก จึงเห็นพบการบวมแดงเกิดขึ้น ในรายที่ได้รับสารน้ำเพิ่มในหลอดเลือดอย่างรวดเร็วและปริมาณมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำได้เช่นกัน
ปกติการเปลี่ยนแปลงของแรงดันออสโมซิสของเลือด ส่วนมากจะขึ้นอยู่กับปริมาณของ พลาสมาโปรตีน ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะที่ทำให้ปริมาณโปรตีนในกระแสเลือดต่ำลง (hypoproteinemia) จะทำให้แรงดันออสโมซิสของเลือดลดลง ซึ่งอาจแบ่งได้ 2 กรณี กรณีที่ 1 มีการสร้างหรือได้รับโปรตีนลดลง เช่นโรคตับ ซึ่งตับถือว่าเป็นอวัยวะหลัก ๆ ที่มีการสร้างโปรตีนในกระแสเลือด หรือภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition)กรณีที่ 2 มีการสูญเสียโปรตีนออกจากร่างกาย เช่น โรคไต หรือโรคทางระบบทางเดินอาหาร หรือภาวะเลือดออก ทำให้สูญเสียเลือดและพลาสมาโปรตีนออกนอกร่างกาย เป็นต้น การที่แรงดันออสโมซิสในเลือดลดต่ำลง จะทำให้น้ำผ่านออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์ของเนื้อเยื่อได้มากขึ้น จึงทำให้มีน้ำสะสมคั่งค้างในเนื้อเยื่ออยู่มากกว่าปกติ จึงเกิดภาวะบวมน้ำขึ้น อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เกิดการบวมน้ำ จะสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายและชัดเจน โดยอวัยวะหรือเนื้อเยื่อ นั้น ๆ จะมีลักษณะบวมโต ผิวตึง เมื่อจับดูจะเป็นรอยบุ๋มลง และมีลักษณะหยุ่น ผิวหน้าตัดจะมันใส หน้าตัดจะมีน้ำหรือของเหลวซึมออกมามากกว่าปกติ ลักษณะทางจุลพยาธิวิทยา เมื่อย้อมสีด้วยสี H&E (hematoxylin & eosin) จะพบเส้นใยของเนื้อเยื่อจะอยู่แยกห่างกัน หรืออยู่แบบหลวก ๆ เพราะถูกแทรกด้วยน้ำหรือของเหลว หากของเหลวนั้น มีพลาสมาโปรตีนด้วย จะพบลักษณะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันสีชมพู (homogeneous pink) ถ้ามีปริมาณพลาสมาโปรตีนมาก สีจะเข้มมาก แต่ถ้าหากมีปริมาณพลาสมาโปรตีนน้อยมาก จะเห็นเป็นช่องว่างใสได้ ในบางรายอาจจะพบเส้นไฟบรินและเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวปนอยู่ด้วย โดเยเฉพาะในรายที่มีการอักเสบร่วมด้วย ความสำคัญของการเกิดภาวะบวมน้ำ หากเกิดในอวัยวะที่มีความสำคัญ ก็สามารถทำให้สัตว์ตายได้ เช่น ปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) สมองบวมน้ำ (brain edema) แต่หากเกิดในอวัยวะที่ไม่สำคัญ เช่นการบวมน้ำที่ชั้นใต้ผิวหนัง หรืออวัยวะภายในอื่น ๆ จะทำให้มีการขัดขวางการทำงานของอวัยวะนั้น หรือไปกดทับหรือขัดขวางการทำงานของอวัยวะข้างเคียงก็ได้เช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้สัตว์ตายหรือไม่ก็ได้ สรุป การบวมน้ำ คือภาวะที่มีการสะสมของเหลวภายในเนื้อเยื่อ เซลล์ ช่องว่างระหว่างเซลล์ หรือภายนอกหลอดเลือด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นเฉพาะที่ หรือเกิดทั่วไป โดยของเหลวอาจมีสภาพเป็นทรานซูเดท หรือเป็นเอกซูเดทที่เกิดจากการอักเสบก็ได้ และพยาธิสภาพกำเนิดของการบวมน้ำเกิดการอุดตันของท่อน้ำเหลือง การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติในการเลือกยอมให้สารซึมผ่านของผนังหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น แรงดันเลือดในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นและแรงดันออสโมซิสที่ลดลง
คือขบวนการเกิดก้อนลิ่มเลือด โดยก้อนลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ธรอมบัส (thrombus) ก้อนลิ่มเลือดนี้ จะเกิดจากส่วนประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกระแสเลือดขณะนั้น เช่น เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ไฟบริน และอื่น ๆ ที่มีปนในกระแสเลือด ขณะที่เกิดก้อนธรอมบัสขึ้น การเกิดก้อนธรอมบัส ถือว่าเป็นพยาธิสภาพ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งภายในช่องหัวใจ และหลอดเลือด เกิดขึ้นขณะที่สัตว์ยังมีชีวิต โดยก้อนธรอมบัสจะอุดตัน หรือขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในขณะที่สัตว์ยังมีชีวิต แล้วจะส่งผลทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดมาเลี้ยงหรือเลือดมาเลี้ยงเนื้อเยื่อน้อยกว่าปกติ และเนื้อเยื่อเกิดการตาย เนื่องจากขาดเลือดมาเลี้ยง (infarction )
โดยทั่วไปเมื่อเกิดการฉีกขาดของหลอดเลือด ร่างกายจะมีขบวนการห้ามเลือด (hemostasis) เพื่ออุดตันรอยฉีกขาดของหลอดเลือด แต่ถ้าหากเกิดก้อนธรอมบัส จะถือว่าเป็นภาวะที่ผิดปกติ หรือถือว่าเป็นการเกิดพยาธิสภาพในหัวใจ หรือหลอดเลือด ทั้ง ๆ ที่มีการฉีกขาดหรือไม่มีการฉีกขาด ประกอบด้วยปัจจัยหลัก ๆ 3 ประการ คือ
สำหรับการเกิดลิ่มเลือด ที่คอยมาอุดรอยฉีกขาดของผนังหลอดเลือด เพื่อป้องกันการสูญเสียเลือดของร่างกายนั้น ถือว่าเป็นกลไกหนึ่งของขบวนการห้ามเลือดของร่างกาย กับการเกิดก้อนธรอมบัส จะมีกลไกการเกิดคล้ายกันโดยจะต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ เกล็ดเลือด หลอดเลือด และปัจจัยการแข็งตัวของเลือด ซึ่งจะมีการทำงานประสานกันของทั้ง 3 อย่าง โดยมีกลไกการเกิดขึ้น คือ เมื่อเซลล์บุผนังหลอดเลือดได้รับอันตราย แต่ผนังหลอดเลือดยังไม่ฉีกขาด ชั้นคอลลาเจนใต้ชั้นเซลล์บุผนังหลอดเลือด (subendothelial collagen) ยังคงอยู่ กลุ่มเกล็ดเลือดจะมาเกาะติดกับคอลลาเจนโดยอาศัย von Willebrand Factor (vWF) ที่หลั่งจากเซลล์บุผนังหลอดเลือดเป็นตัวเชื่อมต่อ จากนั้นเกล็ดเลือดจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยสารอะดิโนซิน ไดฟอสเฟต (adenosine diphosphate: ADP) สารธรอมบอกเซน-เอ2 (thromboxane A 2:Tx-A2) และซีโรโตนิน (serotonin;5-HT) สารเหล่านี้จะกระตุ้นให้มีเกล็ดเลือดเข้ามาเพิ่มและเกาะกลุ่มกันตรงบริเวณนั้น เกล็ดเลือดเหล่านี้ จะจับกับฟอสโฟไลปิด ซี (phospholipase C) และโปรตีน ไคเนต เอ และ ซี (proteinkinase A และ C) รวมเป็นสารประกอบฟอสโฟไลปิดของเกล็ดเลือด (platelet phospholipid complex) ซึ่งส่งผลกระตุ้น intrinsic pathway ของระบบการแข็งตัวของเลือด ในขณะเดียวกันเซลล์บุผนังหลอดเลือดที่ได้รับอันตรายก็จะปล่อย tissue factor ออกมากระตุ้น extrinsic pathway ของระบบการแข็งตัวของเลือด ให้เกิดการแข็งตัวของเลือดเช่นกัน ไฟบรินที่เกิดจากกระบวนการแข็งตัวของเลือด จะจับตัวกับเกล็ดเลือดเกิดเป็นก้อนธรอมบัส ขึ้นมา และยึดติดอยู่กับชั้นคอลลาเจนใต้ชั้นเซลล์บุผนังหลอดเลือด ต่อมาจะมีเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวบางส่วนเข้ามายึดเกาะรวมอยู่ในก้อนธรอมบัส จึงทำให้ก้อนธรอมบัสมีขนาดโตมากขึ้นตามรูปที่ 2 ในภาวะปกติเมื่อมีการแข็งตัวของเลือด เกิดลิ่มเลือดมาอุดรอยฉีกขาดของหลอดเลือด เมื่อมีการซ่อมแซมผนังหลอดเลือดเสร็จแล้ว กลไกต้านการแข็งตัวของเลือดจะสลายลิ่มเลือด (fibrinolysis)ไปจนหมด โดยอาศัยเซลล์บุผนังหลอดเลือดเป็นตัวสำคัญที่จะผลิตสารต่าง ๆ ออกมาสารเหล่านี้ ได้แก่ สารต้านการเกาะรวมตัวกันของเกล็ดเลือด และสารที่ทำหน้าที่ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ยังผลิตสารที่ช่วยในการสลายไฟบริน
ก้อนธรอมบัสนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกแห่ง จะมีส่วนประกอบคล้ายกัน จะแตกต่างกันที่รูปร่าง ลักษณะทั่วไปที่พบ คือจะมีด้านใดด้านหนึ่งของก้อนธรอมบัสจะเกาะติดกับผนังหลอดเลือด และมักจะเห็นเป็นชั้น ๆ สลับสีกัน สำหรับลักษณะทางจุลพยาธิวิทยา จะพบชั้นของเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดผสมไฟบรินสลับกันไป
นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งชนิด หรือเรียกตามตำแหน่งที่พบก้อนธรอมบัส เช่น - venous thrombus พบได้บ่อย เป็นก้อนธรอมบัสที่เกิดในหลอดเลือดดำ ที่มีการไหลเวียนเลือดที่ช้า หรือเป็นแบบก้อนธรอมบัสสีแดง บางครั้งจะเรียกว่า phlebothrombosis - arterial thrombus พบที่หลอดเลือดแดง และส่วนใหญ่จะเป็นแบบก้อนธรอมบัสสีขาว - endocardial thrombus พบก้อนธรอมบัสที่เกิดขึ้นในหัวใจ โดยเฉพาะที่ลิ้นหัวใจ บางครั้งจะเรียกว่า valvular thrombus ซึ่งลักษณะที่พบมักเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายหูด หรือเป็นก้อนคล้ายดอกกะหล่ำ(vegetative thrombus) เกาะติดที่ลิ้นหัวใจ
หมายถึงภาวะที่สิ่งของหรือวัตถุแปลกปลอมที่ลอยในกระแสเลือด และไปอุดตันตามหลอดเลือดที่มีขนาดเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถไปได้อีก จึงทำให้เกิดการอุดตันเป็นบางส่วน หรือทั้งหมดภายในหลอดเลือด สิ่งของหรือวัตถุนั้น ๆ เรียกว่า เอ็มโบลัส (embolus) ซึ่งอาจจะเป็นก้อนธรอมบัส ก้อนเลือด ฟองอากาศ ไขมัน ชิ้นเนื้อของเนื้องอก หรือตัวพยาธิในกระแสเลือดที่แตกหลุดลอยในกระแสเลือด หรือวัตถุอื่น ๆ การเกิดพยาธิสภาพของภาวะเอ็มโบลิสมจะรุนแรงมากน้อยอย่างไร ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเอ็มโบลัสที่จะถูกพัดพาไปอุดตันของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังสามารถเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคหรือเนื้องอก เช่น ก้อนเอ็มโบลัสที่ถูกพัดพาในหลอดเลือดแดง จะถูกพัดพาไปอุดตันหรือไม่สามารถผ่านที่หลอดเลือดแขนง (capillaries) ของปอด ตับ ไต สมองหรือหัวใจ ถ้าหากก้อนเอ็มโบลัสมีเชื้อโรค หรือเอ็มโบลัสที่เป็นชิ้นส่วนของเนื้องอก จะทำให้มีการแพร่กระจายไปเกิดที่ใหม่ได้ (metastasis) สำหรับลักษณะพยาธิสภาพที่จะพบในรายเอ็มโบลิสมจะพบก้อนเอ็มโบลัสอุดตันอยู่ และมีเนื้อตายบริเวณรอบ ๆ ของก้อนเอ็มโบลัส ดังนั้นความสำคัญของภาวะเอ็มโบลิสมจะทำให้เนื้อเยื่อเกิดการตายและอาจทำให้สัตว์ตายได้ เมื่อเกิดการอุดตันในอวัยวะที่สำคัญ เช่น การเกิดเอ็มโบลิสมที่สมอง หรือหัวใจ หรือปอด เป็นต้น และยังสามารถเป็นตัวแพร่กระจายของเชื้อโรคหรือเนื้องอกให้มีการแพร่กระจายไปเกิดที่ใหม่ได้
1.1 เอ็มโบลัสในหลอดเลือดดำ (venous embolism) ที่พบบ่อยเช่น pulmonary embolism หากมีการอุดตันของเอ็มโบลัสมากกว่าร้อยละ 60-70 ของเนื้อปอด ก็ทำให้สัตว์ตายได้เช่นนัก 1.2 เอ็มโบลัสในหลอดเลือดแดง (arterial embolism หรือ systemic embolism) ที่พบบ่อยและมีความสำคัญ คือเอ็มโบลัสที่เกิดที่หัวใจ ซึ่งจะทำให้เอ็มโบลัสนี้ถูกพัดพาให้ไปอุดตันตามหลอดเลือดแขนงต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ และผลการเกิดในเอ็มโบลัสในหลอดเลือดแดง (arterial embolism) มักจะรุนแรงกว่าเอ็มโบลัสในหลอดเลือดดำ (venous embolism) คือจะทำให้เกิดภาวะเนื้อตายหรือเกิดภาวะอินฟาร์กชั่นของเนื้อเยื่อบริเวณที่ไปอุดตัน
humerus หรือ tibia เป็นต้น) หรือในรายที่ไขมันชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ถูกทำลายอย่าง รุนแรง
เป็นภาวะการขาดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากการขัดขวางการไหลเวียนของเลือดทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อ คือภาวะเลือดมีออกซิเจนน้อย ภาวะทุพโภชนาการ และการขับถ่ายของเสียผิดปกติ โดยผลกระทบจากการอุดตันของการไหลเวียนจะทำให้เกิดความผิดปกติทางหน้าที่ (functional disturbance) เซลล์เสื่อมสภาพ หรือเซลล์ตาย และเกิดการตายของเนื้อเยื่อเนื่องจากขาดเลือด นอกจากนี้ อาจจะทำให้สัตว์ถึงกับตายได้ เมื่อเกิดกับเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะที่สำคัญ ๆ เช่น ที่สมอง ไต ปอด หรือที่หัวใจ เป็นต้น
การตายของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง ที่เกิดจากการขาดเลี้ยงมาหล่อเลี้ยง บริเวณที่มีเนื้อตายเนื้อจากการขาดเลือดมาเลี้ยง เรียกว่า อินฟาร์กชั่น (infarction) และลักษณะเนื้อตายที่พบจะเป็นแบบจับเป็นลิ่ม (coagulative necrosis) เช่น มีการอุดตันที่หลอดเลือดแดงในม้าม จะทำให้เนื้อเยื่อของม้ามเกิดเนื้อตาย เรียกว่า splenic infarct สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขัดขวางการไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะเกิดจากการอุดตันของก้อนธรอมบัส หรือก้อนเอ็มโบลัส ส่วนสาเหตุอื่น ๆ เช่น ลำไส้กลืนกัน การหมุนบิดของกระเพาะอาหาร หรืออวัยวะอื่น ๆ ที่ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดก็สามารถทำให้เกิดภาวะอินฟาร์กชั่นได้
เมื่อเกิดการอุดตันที่ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ทำให้เกิดภาวะอินฟาร์กชั่นขึ้น จะพบว่าจะมีการเกิดการคั่งเลือด ต่อมาบริเวณที่ขาดเลือดมาหล่อเลี้ยง จะบวมขึ้น หลังจากที่เกิดขาดเลือดมาเลี้ยง 2-3 วัน จะพบว่ามีการตายของเนื้อเยื่อแบบ coagulative necrosis เกิดขึ้นในบริเวณนั้น และพบว่าบริเวณดังกล่าวจะมีสีซีดลง ถ้าเกิดกับอวัยวะที่มีเนื้อเยื่อแน่น เช่น หัวใจ ไต หรือม้าม เป็นต้น เรียกว่าอินฟาร์กขาว (anemic infarcte ) แต่ถ้าเกิดกับอวัยวะที่มีเนื้อเยื่ออ่อนนุ่ม เช่น ปอด สมอง หรือลำไส้ เป็นต้น เรียกว่า อินฟาร์กแดง (hemorrhagic infarcte) และบริเวณรอบ ๆ ของการเกิดอินฟาร์กจะมีขอบหรือแนวสีแดงของภาวะเลือดออก และมักพบเซลล์การอักเสบร่วมด้วย ซึ่งเป็นขบวนการตอบสนองของร่างกาย ต่อการเกิดอินฟาร์ก หากเกิดนาน ๆ หรือเรื้อรัง จะพบไฟบรินร่วมด้วย หรืออาจพบรงควัตถุฮีโมซิเดอริน ลักษณะของอินฟาร์กชั่นที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะพบว่ามีลักษณะเป็นรูปลิ่ม หรือสามเหลี่ยมปิรามิด ที่มีขอบของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อเป็นฐาน โดยมียอดอยู่บริเวณที่มีการอุดตันของหลอดเลือด หากเกิดขึ้นนาน ๆ จะทำให้มองเห็นขอบเขตยิ่งชัดเจนมากขึ้น ลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาจะพบมีการตายของเนื้อเยื่อแบบ coagulative necrosis เกิดขึ้นในบริเวณนั้น และพบจุดเลือดออก เซลล์อักเสบและไฟบรินร่วมด้วย หรืออาจพบรงควัตถุฮีโมซิเดอริน ในบางรายอาจจะพบว่าบริเวณอินฟาร์กนั้น มีการติดเชื้อร่วมด้วย (septic infarct) ซึ่งเชื้อโรคอาจจะมาจากเนื้อเยื่อข้างเคียง หรือมากับก้อนธรอมบัส หรือก้อนเอ็มโบลัสก็ได้เช่นกัน
เป็นภาวะที่มีการกระตุ้นขบวนการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเกล็ดเลือด และไฟบริน ไปอุดตันตามหลอดเลือดขนาดเล็กของอวัยวะต่าง ๆ เช่นหัวใจ ปอด ตับ ม้าม ไต ลำไส้ ผิวหนังหรือสมอง เป็นต้น
ภาวะ DIC เกิดจากความผิดปกติที่กระตุ้นขบวนการแข็งตัวของเลือด ทำให้มีการแข็งตัวของเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีกลไกการเกิดขึ้นหลัก ๆ 2 กลไก
ผลกระทบและลักษณะพยาธิสภาพที่จะพบในรายที่เกิดภาวะ DIC ที่พบมี 2 ลักษณะ คือภาวะเลือดออกผิดปกติ และที่เกิดเนื้อเยื่อตายเนื่องจากการขาดเลือดตามมา เช่น สมอง จะพบเลือดออก เนื้อเยื่อตายเนื่องจากการขาดเลือดในสมอง จะทำให้สัตว์มีอาการทางระบบประสาท ชักและตายได้ ส่วนปอด จะพบเลือดออก เนื้อเยื่อตายเนื่องจากการขาดเลือดในปอด ทำให้ภาวะปอดบวมน้ำ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อยง่ายและตายได้ เป็นต้น
หมายถึงสภาวะล้มเหลวของระบบการไหลเวียนของเลือด ทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้รับเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ โดยที่อวัยวะนั้น ๆ ไม่ตาย แต่จะสูญเสียหน้าที่ หรือการทำหน้าที่ของอวัยวะนั้น ๆ ลดลง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภาวะช็อก คือ ความดันเลือดในหลอดเลือดลดลงต่ำกว่าปกติ อัตราการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดลดลงหรือช้าลง และปริมาณเลือดที่ไหลกลับเข้าหัวใจน้อยลงไม่เพียงพอ อาการทางคลินิกเมื่อร่างกายเกิดภาวะช็อก พบว่าจะแตกต่างกันในสัตว์แต่ละตัว และปัจจัยต่าง ๆ ในขณะที่เกิดขึ้นตอนนั้น ๆ แต่อาการทั่ว ๆ ไป จะพบ ความดันเลือดลดต่ำลง ชีพจรเต้นเบา แต่จะเร็ว และหายใจถี่เร็วขึ้น ผิวหนังซีด ตัวเย็นโดยเฉพาะส่วนปลายของ แขนขา นอกจากนี้อาจพบอาการเขียงคล้ำ หรืออาการไซยาโนซีส และปัสสาวะน้อย ซึ่งภายหลังเกิดภาวะช็อก ร่างกายหรือเนื้อเยื่อได้รับเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ มีผลทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน และร่างกายมีสภาพเป็นกรดมากผิดปกติ เนื่องจากมีกรดแลกติก (lactic acid) สะสมในเนื้อเยื่อมาก เรียกภาวะช็อกนี้ว่า ช็อกเหตุปริมาตรเลือดน้อย (hypovolemic shock) เกิดเนื่องจากปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนของเลือดลดลงจนไม่เพียงพอที่จะไปเลี้ยงทุกเนื้อเยื่อหรืออวัยวะได้ทั่วถึง สามารถเกิดขึ้นได้ หากมีการสูญเสียเลือดมากกว่าร้อยละ 30 ของร่างกายในระยะเวลาที่รวดเร็ว สาเหตุที่เกิดขึ้น ได้แก่ การสูญเสียเลือดหรือตกเลือดอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเสียเลือดออกไปภายนอกร่างกาย (external blood loss) หรือตกเลือดภายใน (internal blood loss) หรือเกิดการสูญเสียสารน้ำ (fluid loss) เนื่องจากแผลไฟไหม้ หรือท้องร่วงอย่างรุนแรงหรืออาเจียนมาก ๆ เป็นต้น สามารถทำให้เกิดช็อกเหตุปริมาตรเลือดน้อยได้ เรียกภาวะช็อกนี้ว่า ช็อกเหตุหัวใจ (cardiogenic shock) เกิดเนื่องจากการที่หัวใจ ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปร่างกายได้อย่างเพียงพอ อันอาจจะเป็นผลเนื่องจากความผิดปกติของหัวใจเอง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) หรือการเกิดเนื้อตายของกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial infarction) เป็นต้น นอกจากนี้อาจเกิดเนื่องจากการขัดขวางการบีบตัวหรือการทำงานของหัวใจ เช่น ภาวะที่มีเลือดคั่งในถุงหุ้มหัวใจ (hemopericardium) ซึ่งจะทำให้เกิดก้อนเลือด (blood clot) ในถุงหุ้มหัวใจ ทำให้ก้อนเลือดดังกล่าวไปขัดขวางการบีบตัว หรือการทำงานของหัวใจ ภาวะนี้เรียกว่า cardiac temponale หรือการเกิดก้อนธรอมบัสอุดตันหลอดแดงใหญ่ (aorta) หรือหัวใจโดยตรง สามารถทำให้เกิดช็อกเหตุหัวใจ (cardiogenic shock) ได้ เรียกภาวะช็อกนี้ว่า ช็อกเหตุพิษติดเชื้อ (septic shock) เกิดเนื่องจากร่างกายมีการติดเชื้ออย่างรุนแรงในกระแสเลือด (septicemia) โดยเฉพาะ การติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ อย่าง E.coli , Klebsiella pneumoniae เป็นต้น ที่มีการสร้างสารพิษ (endotoxin) ทำให้เกิดภาวะเอ็นโดท๊อกซีเมีย (endotoxemia) ซึ่งเชื่อว่าสารพิษดังกล่าว จะทำให้เกิดการช็อก โดยการกระตุ้นให้มีการทำลายเซลล์โดยตรง และกระตุ้นให้มีการหลั่งสารต่าง ๆ ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ เช่น การเต้นของหัวใจ หรือทำลายผนังหลอดเลือดทำให้มีการสูญเสียเลือดหรือเกิดเลือดคั่ง จนทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงในเนื้อเยื่อได้เพียงพอ เรียกภาวะช็อกนี้ว่า ช็อกเหตุเส้นประสาท (neurogenic shock) เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติ หรือถูกรบกวนการทำงานของระบบประสาท ส่งผลทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ จนไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงในอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ จึงเกิดภาวะช็อกได้ แต่ภาวะช็อกชนิดนี้พบได้ไม่บ่อยนัก นอกจากเกิดจากสาเหตุที่มีการทำอันตรายของไขกระดูก หรือได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง เป็นต้น
2. ด้านพยาธิวิทยา เป็นภาวะที่ที่ทำให้มีการเสียน้ำหรือของเหลวเพิ่มขึ้น (increased loss fluid) เช่น - ระบบการไหลเวียนของเลือดล้มเหลว (circulatory failure) อาจพบในกรณีช็อก การมีไข้ หอบ หรือเกิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นต้น - ภาวะการทำงานของไตล้มเหลว (renal failure) อาจพบในกรณีการขับถ่ายปัสสาวะมาก หรือสูญเสียการควบคุมการเปลี่ยนแปลงอีเลคโตลัยท์ เป็นต้น - สาเหตุอื่น ๆ อาจพบในกรณีการอาเจียน หรือท้องเสียอย่างรุนแรง เป็นต้น ในการตรวจประเมินภาวะการขาดน้ำของร่างกาย จะอาศัยการตรวจสภาพร่างกายของสัตว์ว่ามีอาการทางคลินิกที่แสดงออก โดยคิดเป็นร้อยละของการสูญเสียน้ำออกไป และจะมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนการตรวจร่างกาย โดยจะพบว่า ค่าเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (PCV : pack cell volume) และค่าพลาสมาโปรตีน จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะบ่งบอกถึงปริมาณเลือดลดลง นอกจากยังสามารถตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะเพื่อดูค่าความถ่วงจำเพาะ (S G: specific gravity) ประกอบด้วย ในการแก้ไขภาวะขาดน้ำของร่ายกาย นอกจากจะคำนึงถึงปริมาณน้ำในร่างกายแล้ว ยังต้องควรคำนึงถึงสภาวะสมดุลของสารอีเลคโตลัยท์ ประกอบไปด้วย
|