

รูปที่ 10.1 ภาพแสดงการเจริญเปลี่ยนแปลงเป็นหัวใจเริ่มแรกของเนื้อเยื่อชั้น mesoderm
การพัฒนาของหัวใจ หลอดเลือดดำ หลอดเลือดแดง
การเจริญขั้นต้นของหัวใจและหลอดเลือด
การเจริญของหัวใจเริ่มต้นในสัปดาห์ที่ 3 โดยเห็นเป็นแนวคู่ของ
endothelial
strands
ที่เรียกว่า
angioblastic cords
ซึ่งต่อมาแนวนี้จะเกิดช่องขึ้นภายในเจริญเป็น
endocardial heart tubes
ซึ่งท่อนี้จะเชื่อมกันกลายเป็นท่อหัวใจในตอนปลายของสัปดาห์ที่ 3
การเจริญขั้นต้นของหัวใจถูกกระตุ้นโดย
endoderm
ของตัวอ่อน

รูปที่ 10.2 ภาพแสดงการเชื่อมตัวกันของ endocardial heart tube ซ้ายและขวา กลายเป็นท่อหัวใจ
การเจริญของหัวใจในช่วงก่อนเกิด
ส่วนที่จะเจริญและปรากฏเป็นหัวใจปรากฏให้เห็นครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 18 วัน
ในบริเวณที่จะเจริญเป็นหัวใจเรียกว่า
cardiogenic area
splanchnic
mesoderm
ที่อยู่ทางด้านหน้าต่อ
pericardial coelom
จะมารวมและจัดตัวกันเป็นแนวคู่กัน เรียกว่า
angioblastic cords
และต่อมาเกิดช่องขึ้นภายในแนวนี้ และกลายเป็นท่อที่มีผนังบางเรียกว่า
endocardial heart
tubes
เมื่อมีการยกตัวทางด้านข้างจะดันให้ท่อทั้งสองนี้มาใกล้กันและเชื่อมกันเป็นท่อเดียว
โดยจะเชื่อมกันทางด้านบนก่อนแล้วเลื่อนไปยังตอนท้าย
เมื่อมีการเชื่อมกันของท่อหัวใจ พบว่าชั้นนอกของหัวใจเรียกว่า
primordial
myocardium
ที่เจริญมาจาก
splanchnic mesoderm
ที่อยู่รอบๆ
pericardial coelom
และระยะนี้หัวใจประกอบด้วย
endothelial tube
ที่มีผนังบางแยกจาก
primordial myocardium
ซึ่งต่อไปจะเจริญเป็นกล้ามเนื้อ
โดยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีลักษณะคล้ายวุ้นที่เรียกว่า
cardiac jelly
ต่อมา
endocardial
tube
จะเจริญเป็นเยื่อที่บุหัวใจทางด้านในเรียกว่า
endocardium primordial
ส่วน
myocardium
จะเจริญไปเป็นกล้ามเนื้อหัวใจที่เรียกว่า
myocardium
ส่วน
visceral pericardium
หรือ
epicardium
เปลี่ยนแปลงมาจาก
mesothelial cell
ที่เกิดขึ้นจากผนังด้านนอกของ
sinus venosus
และคลุมรอบ
myocardium
เมื่อเกิดการยกตัวจะทำให้หัวใจและช่องหัวใจมาอยู่หน้าต่อระบบทางเดินอาหารส่วนต้น
(foregut)
และอยู่ล่างถัดไปจาก
oropharyngeal membrane
ต่อมาท่อหัวใจนี้จะยาวขึ้น รวมทั้งมีการขยายและตีบลงเป็นช่วงๆ
จึงแบ่งได้เป็นส่วนต่างๆ ดังนี้
·
truncus
arteriosus
· bulbus
cordis
· ventricle
· atrium
·
sinus
venosus

รูปที่ 10.3
แสดงส่วนต่างๆ ของท่อหัวใจหลังจากที่มีการขยายและตีบลงเป็นช่วงๆ แล้ว
truncus arteriosus
มีลักษณะเป็นท่อต่อกับ
aortic sac
เป็นต้นกำเนิดของ
aortic arch
ทั้งหลาย sinus
venosus
รับเลือดจาก
umbilical, vitelline
และ
common cardinal
veins
ที่มาจาก
chorion,
yolk sac
และตัวอ่อนตามลำดับ หัวใจถูกยึดให้อยู่กับที่โดย
septum transversum
ดังนั้นเมื่อส่วน
bulbus cordis
และ
ventricle
เจริญเร็วกว่าหัวใจส่วนอื่น ทำให้เกิดการเบี่ยงตัวของหัวใจเป็นรูปตัว
“
U ”
เรียกว่า
bulboventricular loop
เมื่อหัวใจบิดตัวทำให้
atrium
และ
sinus venosus
มาอยู่ทางด้านหลังต่อ
truncus arteriosus, bulbus cordis
และ
ventricle
และระยะนี้พบว่า
sinus venosus
มีการเจริญขยายออกไปทางด้านข้าง เจริญเป็น
horns of sinus venosus
ขวาและซ้าย
ขณะที่หัวใจยาวขึ้นและมีการบิดตัวหัวใจจะเจริญเข้าไปใน
pericardial cavity
เรื่อยๆ หัวใจในตอนต้นจะถูกยึดกับผนังลำตัวด้านหลังโดย
dorsal mesocardium
แต่ต่อมาตรงส่วนกลางของเยื่อนี้จะสลายเกิดเป็น
transverse pericardial
sinus
อยู่ระหว่าง
pericardial cavity
ขวาและซ้ายทำให้หัวใจถูกยึดเฉพาะด้านหัวและด้านท้ายเท่านั้น
รูปที่ 10.4
แสดงภาพการเจริญของหัวใจ
ตั้งแต่การเชื่อมกันของท่อหลอดเลือดเพื่อเจริญเป็นหัวใจท่อเดียวจนหัวใจเจริญยาวขึ้น
และมีการบิดตัวเป็นรูปตัว
“
S ”
รูปที่ 10.5 รูปแผนผังแสดงการเจริญระยะต่างๆ ของ
atrium
เริ่มแรก
A-H
แสดงการเจริญของ
interatrial septum
เมื่อมองจากด้าน
ขวาของหัวใจ
A1- H1
แสดงภาพตัดขวางการเจริญของ
interatrial septum
เมื่อ
septum
secondum
เจริญ
ให้สังเกตว่าจะมีการเหลื่อมกันกับช่องเปิดที่
septum primum (foramen
secondum)
รูปที่ 10.6
(
ต่อจากรูปที่ 10.5 ) ให้สังเกต
valve
ของ
foramen ovale
ในรูป
G1
และ
H1
เมื่อความดันใน
atrium
ซ้ายเท่าหรือสูงกว่า
ใน
atrium
ขวา
valve
ที่เกิดจาก
septum primum
จะปิด
foramen
ovale
การแบ่งห้องหัวใจ
การกั้นแบ่ง
atrioventricular canal
คือ
การแบ่ง
primordial
atrium
ออกจาก
ventricle
ซึ่งเริ่มต้นในราวกลางสัปดาห์ที่ 4 และเสร็จสิ้นที่ปลายสัปดาห์ที่ 5
การแบ่ง
atrioventricular canal
ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ 4 พบส่วนยื่นมาจากผนังด้าน
dorsal
และ
ventral
ของ
atrioventricular
(AV) canal
เรียกว่า
endocardial cushion
ในระหว่างสัปดาห์ที่ 5 ทำให้
endocardial cushion
ยื่นเข้ามาหากันตรงกลาง และเชื่อมกันแบ่ง
atrioventricular canal
ให้เป็นด้านขวาและซ้าย ซึ่ง
atrioventricular canal
เหล่านี้จะแยกบางส่วนของ
primordial atrium
ออกจาก
ventricle endocardial cushion
ยังทำหน้าที่เหมือนกับ
atrioventricular valves
ด้วย

รูปที่ 10.7
ภาพวาดของหัวใจที่กำลังเจริญแสดงการแบ่งกั้นของ
atrioventricular canal,
atrium
เริ่มแรกและ
ventricle
การแบ่ง
primordial
atrium
ในปลายสัปดาห์ที่ 4
primordial atrium
ถูกแบ่งเป็นห้องขวาและซ้าย โดยเยื่อที่เรียกว่า
septum primum
และ
septum secundum

รูปที่ 10.8 ภาพแสดงการแบ่งหัวใจห้องบน (atrium) ออกเป็นห้องซ้าย (left) และห้องขวา (right)
การแบ่งกั้น
ventricle
การแบ่งส่วน
ventricle
เริ่มแรกออกเป็น 2 ห้องนั้น เริ่มจากการที่มีสันของกล้ามเนื้อ ที่เรียกว่า
primordial
interventricular septum
ยื่นจากบริเวณกึ่งกลางพื้นของ
ventricle
ใกล้กับปลายสุดของ
ventricle
สันนี้มีลักษณะหนาและเป็นรูปเคียวเว้ากลาง เมื่อมีการเจริญขยายขนาดของ
ventricle
สันนี้ก็จะเจริญตามไปด้วย และเชื่อมกับผนังของ
ventricle
เจริญเป็น
interventricular septum
ส่วนกล้ามเนื้อ โดยต่อมามีการเพิ่มจำนวน
myoblast
ในสันนี้
จนกระทั่งสัปดาห์ที่ 7
interventricular septumนี้จะเจริญมากที่สุดแต่ก็ยังเหลือช่องระหว่าง
interventricular septum
กับ
endocardial cushion
เรียกว่า
interventricular foramen
ทำให้
ventricle
ซ้ายและขวายังติดต่อกันได้ ต่อมา
interventricular foramen
จะปิดในช่วงปลายสัปดาห์ที่ 7 เมื่อ
bulbar ridge
เชื่อมกับ
endocardial
cushion
การปิดของ
interventricular foramen
และการเชื่อมกันของ
interventricular septum
ส่วน
membrane
เป็นผลของการเชื่อมของเนื้อเยื่อ 3 แหล่ง คือ
·
right
bulbar ridge
·
left bulbar
ridge
· endocardial
cushion

รูปที่ 10.9 การแบ่งหัวใจห้องล่าง (ventricle) ออกเป็นห้องซ้าย (left) และห้องขวา (right)
การแบ่งส่วน
Bulbus cordis
และ
truncus
arteriosus
ในระหว่างสัปดาห์ที่ 5 ของการเจริญ มีการเจริญเพิ่มปริมาณของเซลล์
mesenchyme
ที่ผนังของ
bulbus cordis
เป็นผลให้เกิดสัน
bulbar ridge
ขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดสันในลักษณะเดียวกันที่
truncus arteriosus
เรียกว่า
truncal ridges
ส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงมาจาก
mesenchyme
ของ neural
crest
จะเคลื่อนที่ผ่าน
primordial pharynx
และ
pharyngeal arches
มายังสันเหล่านี้ ต่อมา
bulbar
และ
truncal ridges
จะหมุนบิดเป็นเกลียว 180 องศา ซึ่งเกิดเนื่องจากการไหลของกระแสเลือดที่มาจาก
atriopulmonary
septum
ที่มีลักษณะเป็นเกลียวแบ่ง
bulbus cordis
และ truncus
arteriosus
ออกเป็น 2 ช่อง คือ
aorta
และ
pulmonary trunk
มีลักษณะพันรอบ
ascending aorta
ต่อมา
bulbus cordis
จะเข้าไปเจริญร่วมเป็นผนังของ
ventricle

รูปที่ 10.10
ภาพแสดงการรวมเอาส่วนของ
bulbus cordis
เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ
ventricle
และการแบ่งกั้น
bulbus cordis
และtruncus arteriosus
การเจริญของลิ้นหัวใจ
ขณะที่มีการแบ่งห้องของ
truncus arteriosus
ใกล้จะเสร็จ ได้เกิด
semilunar valvesขึ้น
เจริญจากการโป่งยื่นของ
subendocardial tissues
รอบๆ
ช่องของ
aorta
และ
pulmonary trunk
ซึ่งส่วนโป่งยื่นนี้ต่อมาจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็น ส่วนยื่นแหลมผนังบาง 3 ชิ้น
สำหรับ
atrioventricular valves
ซึ่งได้แก่
tricuspid
และ
mitral valves
ก็เกิดขึ้นในลักษณะเช่นเดียวกัน จากการเพิ่มปริมาณของเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ
atrioventricular canal
การเจริญของหลอดเลือดดำที่เกี่ยงข้องกับหัวใจ
หลอดเลือดดำที่เปิดเข้าสู่หัวใจของตัวอ่อนอายุ 4 สัปดาห์ มี 3 คู่ ได้แก่
1. vitelline
veins
นำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำจาก
yolk sac
2. umbilical
veins
นำเลือดที่มีออกซิเจนจาก
chorionic villi
ของรก
เฉพาะหลอดเลือดทางด้านซ้ายที่ยังคงอยู่
3. common
cardinal veins
นำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำจากร่างกายของตัวอ่อน

รูปที่ 10.11 การเจริญของหลอดเลือดดำที่เปิดเข้าสู่หัวใจของเอ็มบริโอ
การเจริญของหลอดเลือด
inferior vena cava
หลอดเลือด
inferior vena cava
เกิดขึ้นระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นหลอดเลือดบริเวณลำตัว
โดยเลือดที่ไหลจากบริเวณท้ายของตัวอ่อน
จะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางจากด้านซ้ายมาด้านขวาของร่างกาย
inferior vena cava
ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ดังนี้
1.
hepatic segment
เปลี่ยนแปลงมาจาก
hepatic vein
2.
prerenal segment
เปลี่ยนแปลงมาจาก
subcardinal vein
ขวา
3.
renal
segment
เปลี่ยนแปลงมาจาก
subcardinal supracardinal anastomosis
4.
postrenal segment
เปลี่ยนแปลงมาจาก
supracardinal vein
ขวา
Aortic arch
และแขนงอื่นๆของ
dorsal aorta
Aortic arch
เป็นหลอดเลือดที่เกิดขึ้นมาเพื่อเลี้ยง
pharyngeal arches
ที่เจริญในระหว่างสัปดาห์ที่ 4
–
5 โดยออกมาจาก
aortic sac
และไปสิ้นสุดที่
dorsal aorta
ในตอนแรก
dorsal aorta
จะเป็นหลอดเลือดคู่ทอดอยู่ตามความยาวของตัวอ่อน แต่ต่อมาจะเชื่อมกันกลายเป็น
dorsal aorta
เส้นเดียวต่อ
pharyngeal arches
ลงมา
Intersegmental arteries
Intersegmental arteries
เป็นหลอดเลือดที่แยกมาจาก
dorsal aorta
ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30 คู่ หลอดเลือดเหล่านี้จะแทรกไประหว่าง
somites
dorsal
intersegmental arteries
ที่อยู่บริเวณคอจะเชื่อมต่อกันเป็นหลอดเลือดแดงยาวแต่ละข้างของคอเรียกว่า
vertebral artery
โดยที่ต่อมา
intersegmental arteries
ที่แยกมาจาก
dorsal aorta
ในส่วนนี้จะหายไป ในบริเวณอก
dorsal intersegmental
arteries
ยังคงอยู่เรียกใหม่เป็น
intercostals arteries
ส่วนบริเวณท้องส่วนใหญ่ของ
dorsal intersegmental arteries
จะกลายเป็น
lumbar arteries
แต่คู่ที่ 5 ของ
lumbar intersegmental
arteries
ยังคงอยู่ เจริญเป็น
common iliac arteries
ส่วนใน
sacrum
intersegmental arteries
เจริญเป็น
lateral sacral arteries
และปลายสุดของ
dorsal aorta
จะกลายเป็น
median sacral arteries
การเจริญของ
vitelline
และ
umbilical
arteries
แขนงทางด้านหน้าของ
dorsal aorta
เป็นหลอดเลือดเดียวที่ไปเลี้ยง
yolk sac, allantois
และ
chorion vitelline
arteries
เป็นหลอดเลือดที่ไปยัง
yolk sac
ซึ่งต่อไปจะเจริญเป็นทางเดินอาหารดั้งเดิม และอีก 3 หลอดจะเจริญไปเป็น
1. celiac
artery
ไปยังทางเดินอาหารส่วนต้น
(foregut)
2. superior
mesenteric artery
ไปยังทางเดินอาหารส่วนกลาง
(midgut)
3. inferior
mesenteric artery ไปยังทางเดินอาหารส่วนท้าย
(hind gut)
ส่วน umbilical arteries เป็นหลอดเลือดคู่ที่ทอดผ่าน connecting stalk (ต่อไปกลายเป็นสายสะดือ) และไปเชื่อมต่อกับหลอดเลือดใน chorion ซึ่งเป็นส่วนของรกทางด้านตัวอ่อน umbilical arteries จะนำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำไปยังรก ต่อมาส่วนโคนของ umbilical arteries จะกลายเป็น internal iliac arteries และ superior vesical arteries โดยที่ส่วนปลายจะตีบไปหลังเกิดและกลายเป็น median umbilical ligament
หลอดเลือดที่เจริญมาจาก
Aortic arch
Aortic arch
เป็นหลอดเลือดที่เกิดขึ้นภายใน
pharyngeal arches
ซึ่งเจริญในช่วงสัปดาห์ที่ 4 โดย
aortic arches
จะเจริญออกจาก
aortic sac
ซึ่งเทียบได้กับ
ventral
aorta
ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ และสิ้นสุดที่
dorsal aorta
ของแต่ละข้าง แม้ว่าจะมี
aortic arches
เกิดขึ้น 6 คู่ แต่ละคู่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน พบว่าเมื่อคู่ที่ 6 เกิดขึ้น คู่ที่
1- 2 จะสลายไปแล้ว ในระหว่างสัปดาห์ที่ 6- 8
aortic arches
เหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นหลอดเลือดแดงต่างๆ
Derivatives of the
First pair of aortic arches
ส่วนใหญ่จะสลายไปหมดเหลือเพียงบางส่วนกลายเป็น
maxillary arteries
ซึ่งไปเลี้ยงหู ฟัน กล้ามเนื้อของตาและหน้า นอกจากนี้
aortic arch
1
อาจจะร่วมเจริญเป็นexternal
carotid arteries
Derivatives of the
Second
pair of aortic arches
ส่วนด้านบนจะคงอยู่และเจริญไปเป็นโคนของ
stapedial arteries
ซึ่งเป็นหลอดเลือดขนาดเล็กที่วิ่งอยู่รอบขอบของ
stapesในช่วงที่เป็นทารก
Derivatives of the
Third pair of aortic arches
ส่วนต้นของ
aortic arch
3
จะเจริญเป็น
common carotid arteries
ซึ่งไปเลี้ยงโครงสร้างต่างๆ ของหัว ส่วนปลายจะเชื่อมกับ
dorsal aorta
เจริญเป็น
internal
carotid arteries
ที่ไปเลี้ยงหู กระบอกตา สมองและเยื่อหุ้มสมอง
Derivatives of the
Fourth
pair of aortic arches
เจริญเป็นส่วนหนึ่งของ
arch of aorta
โดยส่วนต้น
arch
เจริญมาจาก
aortic sac
และส่วนปลายเจริญมาจาก
dorsal aorta
ข้างขวาจะเจริญไปเป็นโคนของ
subclavian artery
ขวา
โดยส่วนปลายของ
subclavian artey
เจริญมาจาก
dorsal aorta
และ
intersegmental artery
คู่ที่ 7 ขวา ส่วน
subclavian
artery
ซ้าย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาจาก
aortic arch
แต่เจริญจาก
intersegmental artery
คู่ที่ 7 ซ้าย เมื่อมีการเจริญพัฒนาต่อไปพบว่า จะมีการเลื่อนตำแหน่งของ
subclavian artery
ซ้ายขึ้นมาจนอยู่ใกล้กับ ตำแหน่งดั้งเดิมของ
common carotid artery
ซ้าย
Derivatives of the
Fifth
pair of aortic arches
ประมาณ 50
%
ของทารกพบว่ามี
aortic arch
5
ยังคงเกิดขึ้นมา แต่ไม่นานก็สลายไปจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นหลอดเลือดใดๆ ส่วนอีก 50
%
ของทารกนั้นจะไม่มี
aortic arch
5
เกิดขึ้น
Derivatives of the
Sixth
pair of aortic arches
aortic arch
6
ซ้ายมีการเจริญ ดังนี้
· ส่วนต้นจะยังคงอยู่เจริญเป็นส่วนต้นของ
pulmonary
artery
ซ้าย
· ส่วนปลายเชื่อมระหว่าง
pulmonary
artery
ซ้ายกับ
dorsal aorta
เจริญเป็นทางลัดของเลือดในทารกเรียกว่า
ductus arteriosus
aortic arch
6
ขวามีการเจริญ ดังนี้
· ส่วนต้นยังคงอยู่เจริญเป็นส่วนต้นของ
pulmonary
artery
ขวา
· ส่วนปลายจะสลายไป

รูปที่ 10.12 ภาพวาดแสดงการเจริญเปลี่ยนแปลงของ aortic arches
การไหลเวียนเลือดของทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด
ระบบไหลเวียนโลหิตในทารกได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการในช่วงก่อนเกิดและเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงหลังเกิดไปเป็นลักษณะการไหลเวียนของทารกแรกเกิด
โครงสร้างที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนโลหิต ได้แก่
· Ductus
venosus
· Foramen
ovale
· Ductus
arteriosus
ระบบไหลเวียนเลือดของทารกในครรภ์
(Fetal circulation)
เลือดที่มีออกซิเจนและอาหารสูงจากแม่จะมาตามรก
(placenta)
และผ่านเข้าสู่
umbilical
vein
และเข้าสู่ตับ
โดยประมาณครึ่งหนึ่งของเลือดที่มีแรงดันสูงจะผ่านเข้าสู่
ductus venosus
ซึ่งเป็นหลอดเลือดในตับที่เชื่อมระหว่าง
umbilical vein
กับ inferior
vena cava
โดยตรง เลือดจึงไม่ผ่านเข้าไปในตับ
ส่วนเลือดที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจาก
umbilical vein
จะไหลเข้าไปใน
sinusoids
ของตับและเข้าสู่
inferior
vena cava
โดยผ่านทาง
hepatic veins
เลือดที่ไหลผ่านไปยัง
ductus venosus
จะถูกควบคุมโดย
sphincter mechanism
ที่อยู่ใกล้กับ
umbilical
vein
เมื่อ
sphincter
หดตัว เลือดส่วนใหญ่จะไปยัง
portal veins
และ
hepatic sinusoids
หลังจากที่ผ่านจาก
inferior vena cava
เลือดจะเข้าสู่
atrium
ขวาและเนื่องจาก
inferior vena cava
มีเลือดที่มีออกซิเจนต่ำจากขา ท้องและเชิงกราน ทำให้เลือดที่เข้าสู่
atrium
ขวามีออกซิเจนไม่มากเท่ากับเลือดใน
umbilical vein
เลือดส่วนใหญ่จาก
inferior vena cava
จะไหลเข้าสู่ของด้านล่างของ
septum secondum
ที่เรียกว่า
crista
dividens
และผ่าน
foramen ovale
เข้าสู่
left atrium
ที่
left atrium
นี้เลือดจะผสมกับเลือดที่กลับมาจากปอดทาง
pulmonary veins
เลือดเหล่านี้มีปริมาณของออกซิเจนน้อย
ปอดของทารกจะสกัดออกซิเจนออกจากเลือดแทนที่จะเพิ่มปริมาณออกซิเจน จาก
left atrium
เลือดจะไปยัง
left ventricle
และออกไปทาง
ascending
aorta
หลอดเลือดแดงที่ไปยังหัวใจ หัว คอ จะมีออกซิเจนสูง
ตับก็ได้รับเลือดที่มีออกซิเจนสูงจาก
umbilical vein
เลือดที่มีออกซิเจนสูงจำนวนน้อยจาก
inferior vena cava
ที่อยู่ใน
atrium
ขวาจะผสมกับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจาก
superior vena cava
และ coronary
sinus
และผ่านไปยัง
ventricle
ขวาและเลือดเหล่านี้ซึ่งมีออกซิเจนปานกลางจะออกไปทาง
pulmonary trunk
โดยประมาณ
10 %
ของเลือดจะไหลไปที่ปอด แต่ส่วนใหญ่จะผ่าน
ductus arteriosus
ไปยัง
descending
aorta
เพื่อไปเลี้ยงส่วนล่างของร่างกายและกลับไปยังรก (placenta)
ทาง
umbilical
arteries Ductus arteriosus
จะช่วยป้องกันเลือดไม่ให้ไหลเข้าสู่ปอดมากเกินไป
เนื่องจากมีแรงต่อต้านของวงจรเลือดที่ไปปอดในช่วงที่เป็นทารก
ดังนั้นการไหลเวียนของเลือดไปปอดจะน้อยประมาณ 10%
ของเลือดที่ออกจากหัวใจ

รูปที่ 10.13
รูปแสดงระบบไหลเวียนโลหิตของทารกในครรภ์ สีต่างๆ
แสดงปริมาณของออกซิเจนในเลือดและลูกศรแสดงทิศ
ทางการไหลเวียนของเลือดจากรกไปยังหัวใจ
อวัยวะต่างไม่ได้สัดส่วน สังเกตทางลัดของเลือด 3
แห่งที่ทำให้เลือด
ส่วนใหญ่ไม่เข้าไปผ่านตับและปอด คือ 1)
ductus venosus
2) foramen
ovale
และ 3)
ductus
arteriosus
ระบบไหลเวียนเลือดของทารกแรกเกิด
(Neonatal circulation)
การเปลี่ยนแปลงของวงจรการไหลเวียนโลหิตของทารกแรกเกิด
ในขณะคลอดจะมีการปรับของวงจรการไหลเวียนโลหิตที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเลือดที่มาจากรก
(placenta)
ลดลงและปอดขยายตัวและเริ่มทำงาน
ทางลัดทั้งสามที่ให้เลือดส่วนใหญ่ไม่ไหลผ่านตับและปอดจะปิดและลดการทำงานในทันทีที่ทารกเกิด
foramen
ovale, ductus venosus, ductus arteriosus
และ
umbilical vessels
ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ductus venosus
จะหดตัวทำให้เลือดที่เข้าตับทั้งหมดเข้าสู่
hepatic sinusoids
ซึ่งการตัดขาดจากวงจรการไหลเวียนโลหิตนี้จะทำให้แรงดันเลือดใน
inferior vena cava
และright
atrium
ลดลงทันที
การฟอกเลือดของปอดในขณะคลอดเกี่ยวข้องกับ
· แรงต้านของหลอดเลือดในปอดลดลงอย่างรวดเร็ว
· เลือดนี้ไหลไปปอดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
· ผนังของ
pulmonary
arteries
จะบางลงอย่างมากเป็นผลมาจากการขยายของปอด ขณะที่มีการหายใจครั้งแรก
2-3 ครั้ง

รูปที่ 10.14
รูปแสดงระบบไหลเวียนโลหิตของทารกแรกเกิด
แสดงถึงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงมาจากหลอดเลือดในทารก
และโครงสร้างที่ไม่ได้ทำงานหลังเกิด
ลูกศรแสดงการไหลเวียนของเลือดหลังเกิดทางลัดทั้ง 3 แห่งที่พบในทารก
จะหยุดการทำงาน
pulmonary
และ
systemic
circulation
จะแยกกันทำงาน
Ductus arteriosus
เป็นหลอดเลือดที่เป็นทางผ่าน
(shunt)
ของเลือดจาก
pulmonary
trunk
สู่
aorta
โดยตรงโดยไม่ผ่านปอด เนื่องจากปอดของตัวอ่อนยังเจริญได้ไม่เต็มที่ หลังจากคลอด
ductus
arteriosus
จะฝ่อไปกลายเป็น
ligamentum arteriosum
ถ้ามันยังคงอยู่จะเรียกความผิดปกตินี้ว่า
patent ductus arteriosus
(PDA)

รูปที่
10.15
A)
patent ductus arteriosus
ที่ปกติ
ในสัตว์แรกเกิด
B) patent ductus arteriosus
ที่มีความกว้างผิดปกติ
C) ductus arteriosus
ที่ฝ่อไปกลายเป็น
ligamentum arteriosum
ในลูกสัตว์อายุ 6 เดือน
![]()