บทที่ 5
รกและเยื่อหุ้มตัวอ่อน
(Placenta and fetal membrane)
โดย สราวุธ ซาซุม
รก (placenta) และเยื่อหุ้มตัวอ่อน fetal membrane เป็นส่วนที่แยกเอ็มบริโอหรือลูกอ่อนออกจากเยื่อบุมดลูก (endometrium) โดยที่รกจะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารอาหาร อากาศ และของเสียระหว่างเลือดของแม่กับเลือดของลูกผ่านทาง umbilical vein และ artery ส่วนเยื่อหุ้มตัวอ่อน (fetal membrane) ซึ่งได้แก่ chorion, yolk sac, amnion และ allantois
หน้าที่ของรก
(Functions of the placenta)
เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่แทนอวัยวะระบบต่าง ๆ ดังนี้
1. ให้สารอาหารกับลูก
(nutrition)
รกทำหน้าที่คล้ายเป็นระบบทางเดินอาหาร คือ นอกจากสารอาหารต่าง ๆ
(เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันและเกลือแร่ เป็นต้น) ที่ได้รับจากแม่แล้ว เนื้อเยื่อรกส่วนของแม่ยังให้
glycogen, cholesterol
กรดขมันและกรดอะมิโนกับลูกอ่อนอีกด้วย
2. หายใจ
(respiration)
เป็นเสมือนปอด กล่าวคือ
เป็นจุดแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างแม่กับลูกอ่อน
3. ขับถ่ายของเสีย
(excretion)
ทำหน้าที่คล้ายกับไต คือ
เป็นที่ขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมตาโบลิซึมของลูกอ่อน
4. สร้างฮอร์โมน
(hormone production)
ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมนที่สำคัญได้แก่
HCG (human chorionic
gonadotropin)
5. ป้องกันอันตราย
(protection)
เป็นโครงสร้างที่ขัดขวางไม่ให้สารหรือ microorganism
บางอย่างผ่านเข้าไปทำอันตรายต่อลูกอ่อน
6. เป็นแหล่งเมตาโบไลต์สารบางอย่าง
เช่น แอนติบอดี
(antibody)
หรือยาบางอย่างที่ได้รับจากแม่จะถูกรกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูป
แบบที่ไม่เป็นอันตราย
The decidua
หมายถึง
ชั้น funtional layer
ของเยื่อบุมดลูกขณะตั้งท้อง (pregnant endometrium)
เมื่อดูจากจากการฝังตัวของตัวอ่อน ทำให้แบ่งเยื่อบุมดลูก (endometrium)
ออกได้เป็น 3
บริเวณตามความสัมพันธ์กับการฝังตัวของตัวอ่อน ดังนี้
1.
Decidua basalis
หมายถึง ส่วนของเยื่อบุมดลูกที่อยู่ตรงบริเวณที่ตัวอ่อนฝังตัว
เนื้อเยื่อส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นรกส่วนแม่
(maternal placenta)
2.
Decidua capsularis
เป็นส่วนของเยื่อบุมดลูกที่ปกคลุมตัวอ่อนและ chorionic sac
เมื่อตัวอ่อนมีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้ decidua
capsularis ขยายออกไปจนเกือบเต็มช่องโพรงมดลูก
(uterine cavity)
3.
Decidua parietalis
หรือ
decidua vera หมายถึง
เยื่อบุมดลูกส่วนที่เหลืออยู่ทั้งหมด หรือหมายถึง เยื่อบุที่คลุมผิวด้านในของ
ช่องโพรงมดลูกส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวอ่อนและเยื่อหุ้มตัวอ่อน
การพัฒนาของรก (Development of the Placenta)
หลังจากที่ตัวอ่อนฝังตัวลงในเยื่อบุมดลูกแล้ว เนื้อเยื่อชั้น
trophoblast
ของตัวอ่อนจะพัฒนาเป็น chorionic villi อย่างไรก็ตาม
เฉพาะส่วนที่สัมพันธ์กับ decidua basalis
เท่านั้นที่มีการพัฒนาของ chorionic villi
และเรียกบริเวณนี้ว่า villous chorion หรือ chorion
frondosum ส่วนบริเวณที่สัมพันธ์กับ decidua capsularis
เมื่อ chorionic villi ขยายออกชนกับ
decidua capsularis จะถูกกดจนมีเลือดมาเลี้ยงน้อยลง
ทำให้สลายไปในที่สุด จึงกลายเป็นส่วนเรียบ ๆ เรียกว่า smooth chorion
หรือ chorion leave
รูปที่ 5.1 แสดงการเจริญของรกและเยื่อหุ้มตัวอ่อน (fetal membrane)
ส่วนประกอบของรก
(Components
of the placenta)
รกเป็นอวัยวะที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อของแม่และเนื้อเยื่อของลูก
(feto-maternal organ)
ดังนี้
1.
รกส่วนของลูก
(fetal placenta)
เป็นส่วนเจริญมาจาก chorionic sac
ที่ผิวด้านนอกจะเห็น chorionic villi
ซึ่งเมื่อรกคลอดจะเห็น
เป็น chorion frondosum นั่นเอง
2.
รกส่วนของแม่
(maternal placenta)
เจริญมาจากเยื่อบุมดลูก (endometrium)
บริเวณ deciduas basalis
รูปที่ 5.2
ภาพตัดขวางผ่านรก แสดงฝ่ายลูก (villous chorion) และรกฝ่ายแม่ (decidual basalis)
พร้อมทั้งระบบไหลเวียนภายในรก (placental circulation)
รูปแบบของรก
(Placental morphology)
แบ่งออกได้ตามลักษณะที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าและลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์
ดังนี้
1.
ชนิดของรกเมื่อแบ่งตามลักษณะทางมหกายวิภาคศาสตร์
แบ่งออกเป็น
4 ชนิดตามลักษณะการกระจายตัวของ chorionic
villi
1.1 Diffuse placenta
พบว่า chorionic villi กระจายอยู่เต็ม
extraembryonic membrane นอกจากนี้ยังพบว่า
chorionic villi
เหล่านี้จะมีขนาดไม่เท่ากัน พบได้ในรกของม้า และสุกร
รูปที่ 5.3 แสดงรกของม้าและสุกร ซึ่งมีรูปร่างของรกเป็นแบบ diffuse placenta
1.2
Cotyledonary placenta
หรือ placenta multiplex พบว่า
chorionic villi รวมอยู่เป็นกลุ่ม ๆ เรียกว่า
cotyledon ระหว่าง cotyledons
มีลักษณะเป็นร่อง ซึ่งตรงกับเนื้อเยื่อรกส่วนของแม่ที่มีลักษณะเป็นสันนูน เรียกว่า
caruncles หรือ placental septum
รกชนิดนี้พบได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ เป็นต้น
รูปที่ 5.4 แสดงรกของโค ซึ่งมีรูปร่างของรกเป็นแบบ cotyledon placenta
1.3 Zonary placenta ลักษณะของ chorionic villi จะรวมกลุ่มกันเฉพาะบริเวณกลางถุง chorionic sac คล้ายกับเข็มขัด รกชนิดนี้พบได้ในสัตว์กินเนื้อ เช่น สุนัข และ แมว เป็นต้น
รูปที่ 5.5 แสดงรกของแมว ซึ่งมีรูปร่างของรกเป็นแบบ zonary placenta
1.4 Discoidal placenta ลักษณะของ chorionic villi รวมกลุ่มอยู่บริเวณเดียวหรือ 2 บริเวณ ทำให้มีลักษณะคล้ายจาน (disc-shaped) พบได้ในสัตว์พวก Primate ค้างคาว และสัตว์ฟันแทะ (rodent)
รูปที่ 5.6 แสดงรกของคน ซึ่งมีรูปร่างของรกเป็นแบบ discoidal placenta
2.
ชนิดของรกเมื่อแบ่งตามลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์
โดยใช้ความสัมพันธ์ของถุง
chorion
กับเยื่อบุมดลูก
2.1 Epithelio-chorial placenta
พบว่าเยื่อบุของถุง
chorion
สัมผัสโดยตรงกับเยื่อบุมดลูก พบในสัตว์กีบบางชนิด เช่น สุกร,
ม้า, ลิง
ถือว่าเป็นรกที่มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อน้อยที่สุด
รูปที่ 5.7 แสดงชั้นต่างๆ ของรก (placenta) ตามลักษณะทางจุลกายวิภาค
2.2
Syndesmo-chorial placenta
พบว่า เยื่อบุมดลูกหายไปหมด ทำให้เยื่อบุถุง chorion
เข้าไปสัมผัสกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผนังมดลูกโดยตรง
2.3
Endothelio-chorial placenta
พบว่า เยื่อบุมดลูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหายไป ทำให้เยื่อบุถุง
chorion สัมผัสกับผนังหลอดเลือดที่อยู่ในผนังมดลูก
พบได้ในสัตว์กินเนื้อ (carnivores)
2.4 Hemo-chorial
placenta
นอกจากเยื่อบุมดลูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะหายไปแล้ว
ผนังหลอดเลือดฝอยบางส่วนของมดลูก
เสียหายด้วย
ทำให้เยื่อบุถุง chorion แช่อยู่ในแอ่งเลือดของแม่ (intervillous
space) พบในสัตว์ฟันแทะและ Primate
2.5 Hemo-endothelial
placenta
นอกจากเยื่อบุมดลูก เนื้อเยื่อเกี่ยวพันและผนังหลอดเลือดของมดลูกจะเสียหายแล้ว
เยื่อบุและเนื้อ
เยื่อเกี่ยวพันของถุง chorion ก็หายไปด้วย
ทำให้หลอดเลือดลูกแช่อยู่ในเลือดของแม่ พบได้ในสัตว์ฟันแทะชั้นสูง เช่น
กระต่าย
และ หนูตะเภา เป็นต้น

รูปที่ 5.8 แสดงชนิดของรก (placenta) แบ่งตามโครงสร้างทางจุลกายวิภาค
เยื่อหุ้มตัวอ่อน ( Fetal membrane)
หมายถึง
แผ่นเยื่อที่พัฒนาจากเซลล์ของ
zygote ส่วนที่ไม่พัฒนาไปเป็นเอ็มบริโอ
เพื่อทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากภายนอก นำอาหารและอากาศ
ตลอดจนรับของเสียจากตัวอ่อน แผ่นเยื่อเหล่านี้ประกอบด้วย chorion, yolk
sac, amnion และ allantois

รูปที่ 5.9 แสดงถึงชั้นต่างๆ ของเยื่อหุ้มตัวอ่อน (fetal membrane)
Chorion ประกอบด้วย extraembryonic somatic mesoderm รวมกับ trophoblast แผ่นเยื่อมีลักษณะเป็นถุง (เรียกว่า chorionic sac) หุ้มรอบเอ็มบริโอ yolk sac และ amnion โดยมี connecting stalk ช่วยยึดโครงสร้างทั้งสามนี้ไว้
ถุงไข่แดง (Yolk sac)
ถุงนี้ประกอบด้วย extraembryonic splanchnic mesoderm
และ endoderm
ถุงไข่แดงมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง คือ
1. เป็นที่บรรจุไข่แดง (yolk
granules) ซึ่งเป็นอาหารของสำหรับเอ็มบริโอระยะแรก
2. เป็นที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดระยะแรก ก่อนที่จะมีการสร้างที่ตับ
3. ส่วนบนของ yolk sac
จะเจริญไปเป็น primiitve gut
4. เป็นแหล่งกำเนิดของเซลล์สืบพันธุ์
(oogonia และ spermatogonia)
Amnion
หมายถึง
ถุงแผ่นเยื่อ (mebranous sac) ที่ห่อหุ้มตัวอ่อน
มีลักษณะเป็นแผ่นเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วย ectoderm และ
extraembryonic somatic mesoderm ภายในถุง (เรียกว่า
amniotic sac) นี้มีน้ำคร่ำ (amniotic fluid)
บรรจุอยู่ ซึ่งน้ำคร่ำทำหน้าที่ที่สำคัญ คือ
1. ช่วยป้องกันการกระทบกระแทก
2. ช่วยให้เอ็มบริโอเคลื่อนไหวและเจริญได้อย่างอิสระ
3. ป้องกันไม่ให้เอ็มบริโอติดกับถุง
amnion
4. ช่วยขยายปากมดลูกขณะคลอด
Amniochorionic membrane เป็นแผ่นเยื่อที่ประกอบด้วย amnion กับ smooth chorion ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หากมีการฉีกขาดของแผ่นเยื่อนี้ อาจมีผลทำให้น้ำคร่ำไหลออกมาและทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด (premature labor) ก็เป็นได้
Allantois เป็นถุงที่ยื่นออกจากส่วนท้ายของ hind gut ถุงนี้บุด้วย endoderm ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโครงสร้างนี้ที่ไม่มีบทบาทมากนัก นอกจากหลอดเลือดของโครงสร้างนี้ ที่จะพัฒนาไปเป็น umbilical arteries และ vein และเป็นโครงสร้างที่ยื่นต่อไปจากกระเพาะปัสสาวะ (เรียกว่า urachus) ซึ่งหลังคลอดจะเปลี่ยนไปเป็น median umbilical ligament แตกต่างจากของสัตว์ปีกจะเป็นถุงที่มีหน้าที่รองรับปัสสาวะ
รูปแบบการฝังตัว
(Patterns of
implantation)
โดยดูจากความสัมพันธ์ของการฝังตัวของถุง
chorion
กับเยื่อบุผนังมดลูก
1.
Superficial
หรือ central implantation
พบว่า
ถุง chorion อยู่ภายในโพรงมดลูก
และขยายออกไปสัมผัสกับเยื่อบุมดลูกทุกด้าน
ทำให้ฝังตัวลงไปได้ไม่ลึกมากนัก พบในสัตว์กีบ สัตว์กินเนื้อและลิง
2.
Eccentric implantation พบว่าถุง
chorion ด้านใดด้านหนึ่งฝังตัวอยู่ในเยื่อบุมดลูก
และอีกด้านหนึ่งยังอยู่ในช่องโพรงมดลูก
พบได้ในหนูขาวและกระรอก
3.
Interstitial implantation
พบว่าถุง chorion ทั้งหมด แทรกตัวเข้าไปใน
function layer ของเยื่อบุมดลูก พบได้ในหนูตะเภา
(guinea
pig) ค้างคาว ลิง
ape และมนุษย์

รูปที่ 5.10 แสดงชนิดของรกแบ่งตามความลึกของการฝังตัว
![]()